SPF คือ อะไร คนรักผิวต้องรู้

    0
    5771
    SPF คือ
    advertising

    SPF คือ อะไร?

    SPF คืออะไร – ในยุคปัจจุบันเกือบทุกผลิตภัณฑ์ที่เอาไว้ทาผิวของคนเรา คุณจะเห็นคำว่า SPF โดดเด่นเห็นชัดอยู่ด้านหน้าของผลิตภัณฑ์เสมอ ไม่เพียงเฉพาะครีมกันแดดเท่านั้นที่มีค่าเอสพีเอฟกำกับ / ครีมบำรุงโลชั่น เซรั่มต่างๆ หรือครีมจำพวกปกปิดริ้วรอยอย่าง BB ครีม CC ครีม ฯลฯ ก็มีค่าเอสพีเอฟกำกับกันทั้งนั้น . . . แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟเนั้นมันช่วยปกป้องผิวเราอย่างไร? , จากอะไร? ในบทความนี้ทีมงานเราจะมาเจาะลึกแบบสุดๆ เอาให้คุณรู้แจ่มแจ้งไปเลย ว่าไอ้เอสพีเอฟเนี่ย มันคืออะไรกันแน่

    SPF คืออะไร


    SPF ย่อมาจากอะไร

    เอสพีเอฟ คืออะไร เอสพีเอฟย่อมาจาก Sun Protection Factor ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ปัจจัยการป้องกันแสงแดด ซึ่งในหลักสากลนั้นจะใส่เป็นตัวเลขตั้งแต่ 1 ขึ้นไป อย่างที่เราเห็นกันในท้องตลาดก็จะมีตั้งแต่ตำกว่า 10 ขึ้นไปจนถึง 100 กว่าเลยทีเดียว โดยตัวเลขที่สูงนั้นจะบ่งบอกถึงการประสิทธิภาพการทำงานและความยาวนานในการ ป้องกันแดดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ


    SPF ป้องกันผิวจากอะไร

    เอสพีเอฟปกป้องผิวของคุณเฉพาะแค่ UVB เท่านั้น (เน้นนะครับ UVB เท่านั้น) ซึ่ง UVB ทำอันตรายกับผิวภายนอกของเท่านั้น ซึ่ง UVB จะทำให้ผิวแทนลง (เพราะว่าเม็ดสีเมลานินไปก่อตัวในบริเวณที่โดนแดด ทำการต่อสู้กับอันตรายของรังสี UVB) ถ้าได้รับ UVB มากๆจะทำให้ผิวของเรานั้นไหม้ได้ (คนที่อยู่ในเมืองไทย น้อยคนคงได้สัมผัสกับอาการผิวไหม้ เพราะส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่ไปอาบแดดเป็นเวลานานๆโดยไม่ใช้ครีมกันแดด)

    ซึ่ง ขอให้เข้าใจด้วยนะครับว่า UVB นั้นไม่ได้ส่งผลทำให้ผิวของเราแก่ก่อนวัยหรือเกิดริ้วรอยจุดด่างดำ หรือมะเร็งผิว

    Photoaging (อาการแก่ก่อนวัย), Pigmentations (จุดด่างดำ)และ Skin cancer (มะเร็งผิว) ล้วนเกิดจากรังสี UVA ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าเอสพีเอฟอย่างเดียวไม่ได้ช่วยป้องกัน UVA แต่อย่างใด (ค่า PA ต่างหากเป็นตัวที่บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์สามารถป้องกัน UVA ได้)

    แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหรือสารกรองแสงที่สามารถป้องกัน UVA ได้ก็คือ คุณจะได้ผลลัพธ์ด้านความงามลดลง เช่น หน้าวอก หน้ามัน แต่งหน้าไม่ติด และจะมีราคาสูงกว่ามาก

    เวลาเลือกซื้อครีมกันแดด แนะนำว่าไม่ต้องไปให้ความสำคัญกับค่าเอสพีเอฟเท่าไหร่ ขอแค่ 30 ขึ้นไป ก็โอเคแล้ว แต่สิ่งที่ควรมองหาเป็นอันดับแรกก็คือ ครีมกันแดดที่คุณเลือกซื้อมีสารกรองแสงแบบ Physical อยู่รึเปล่า (Zinc Oxide หรือ Titatanium Dioxide) ซึ่งสารกรองแสงเหล่านี้สามารถช่วยป้องกัน UVA ได้ (มีสารกรองแสงแบบ Chemical บางตัวที่องค์การอาหารและยานานาชาติประกาศว่าสามารถป้องกัน UVA ได้ แต่จำแค่แบบ Physical ก็พอแล้ว)

    Spf คืออะไรสิ่งที่คนรักสุขภาพผิว ต้องทราบ


    SPF ทำงานอย่างไร

    ตรงนี้จะขอยกตัวอย่างให้เข้าใจกันง่ายๆนะครับ

    นาย A อยู่กลางแดดโดยไม่ทาครีมอะไรเลย 10 นาที ผิวจะไหม้ แดง เกิดอาการคันและแสบ

    นาย A ใช้ครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟ 50 = นาย A จะอยู่กลางแดดได้โดยผิวจะไม่ไหม้ ได้เป็นเวลา 500 นาที

    หมายความว่า 10×50 = 500 นั่นเอง

    • อีกตัวอย่างเผื่อใคร งง
    advertising

    นาย B อยู่กลางแดดโดยไม่ทาครีมอะไรเลย 5 นาที ผิวจะไหม้ แดง เกิดอาการคันและแสบ

    นาย B ใช้ครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟ 50 = นาย B จะอยู่กลางแดดได้โดยผิวจะไม่ไหม้ ได้เป็นเวลา 250 นาที

    หมายความว่า 5×50 = 250 นั่นเอง

    ซึ่ง บางผลิตภัณฑ์นั้นเวลาโฆษณามักจะใช้คำชักชวนจูงใจว่ากันได้มากกว่าถึง 50 เท่า ซึ่งผู้ชมผู้อ่านโฆษณามักจะถูกจูงจมูกว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆดีมาก กันแดดได้ดีกว่าตั้ง 50 เท่าแหนะ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้ต่างไปจากครีมที่มีค่าเอสพีเอฟ 30 40 เท่าไหร่นัก (คุณอ่านต่อไปจะรู้ว่า SPF 30 กับ 50 นั้น ประสิทธิภาพในการป้องกันต่างกันแต่นิ๊ดดดดเดียวจริงๆ) และป้องกันได้นานกว่านิดหน่อยเท่านั้น แต่ส่วนมากจะตามมาซึ่งราคาที่สูงขึ้น (ซึ่งครีมกันแดดนั้นยังไงก็ต้อง ทาซ้ำทุกๆ 2-3 ชั่วโมงอยู่แล้วเพื่อคงประสิทธิภาพในการป้องกัน แล้วมันจะต่างอะไรหากป้องกันได้ 500 นาที 1000 นาที . . . จริงไหมครับ)


    SPF ยิ่งสูงยิ่งมีประสิทธิภาพจริงหรือ

    ตรงนี้เราจะเอาตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพการป้องกันของค่าเอสพีเอฟมาให้ดูกัน

    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 2 จะป้องกัน UVB ได้ 50%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 4 จะป้องกัน UVB ได้ 75%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 8 จะป้องกัน UVB ได้ 87.5%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 15 จะป้องกัน UVB ได้ 93.3%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 20 จะป้องกัน UVB ได้ 95%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 30 จะป้องกัน UVB ได้ 97%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 45 จะป้องกัน UVB ได้ 97.5%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 50 จะป้องกัน UVB ได้ 98%
    ค่าเอสพีเอฟเท่ากับ 100 จะป้องกัน UVB ได้ 98.5%

    (เห็นได้ชัดว่าหลังจากเอสพีเอฟ 30 ขึ้นไปนั้นการป้องกันแทบไม่ต่างกันเลย ซึ่งนั่นหมายความว่าใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ก็เพียงพอนะจ้า)

    มีอีกวิธีที่ทำให้เข้าใจการป้องกันของค่าเอสพีเอฟได้ง่ายๆก็คือ

    • SPF 15 (การป้องกัน 93%) ปล่อยให้โปรตอนของแสงแดดผ่านเข้ามา 7 ตัว จาก 100 ตัว (ค่าสมมุติ)
    • SPF 30 (การป้องกัน 97%) ปล่อยให้โปรตอนของแสงแดดผ่านเข้ามา 3 ตัว จาก 100 ตัว (ค่าสมมุติ)

    ถ้าหากอ่านมาทั้งหมดนี้ยังไม่เข้าอีก เราแนะนำสั้นๆกันแล้วกันนะครับว่าจะให้ดีใช้ครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเพื่อป้องกันผิวพรรณสุดที่รักของคุณจากแสงแดด


    เห็นได้ชัดครับว่าเอสพีเอฟตั้งแต่ 30 ขึ้นไปประสิทธิภาพในการป้องกันนั้นไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปยึดติดอะไรมากครับกับค่าเอสพีเอฟ / ที่อยากจะให้ดูจริงๆคือความเหมาะสมของผิวคุณกับครีมกันแดด เช่น ผลลัพธ์ด้านความงามหลังทาเสร็จ (ทำให้ขาวหรือวอกเกินไปไหม, ใช้เครื่องสำอางติดไหม หรือ ลอกออกไหม), เมื่อเวลาผ่านไปแล้วหน้ามันหรือแห้งเกินไปไหม, ใช้แล้วรู้สึกหนักไหม, เป็น physical sunscreen ไหม หรือ ถ้าจะให้ดีดูที่ส่วนผสมจะดีที่สุดว่าสามารถกันได้ทั้ง UVA และ UVB หรือไม่ (มี Titanium Dioxide หรือ Zinc Oxide ไหม)

    ทั้งนี้ทั้งนั้นครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ทุกวัน แถมบางวันยังอาจจะต้องทาถึง 2 หรือ 3 ครั้ง เพราะฉะนั้นเลือกครีมที่เหมาะกับเราให้ความรู้สึกที่มั่นใจสบายผิวจะดีที่สุดนะครับ

    ทีนี้ก็รู้กันกระจ่างแล้วนะครับว่าจริงๆแล้ว SPF คืออะไร ต่อไปเลือกซื้อครีมกันแดด ก็อย่ามองดูกันแต่ค่าเอสพีเอฟอย่างเดียวนะครับ ^_^

    advertising

    เพิ่มความคิดเห็นของคุณลงใน "Patcharapa" เว็บไซต์ของ "วัยรุ่นหน้าใส"

    แสดงความคิดเห็น